• 0
  • 1
  • 2

แนวทางการสร้างจิตสาธารณะในสังคมไทย (Test)

แนวคิด จิตสาธารณะ” (Public Mind) หรือ “จิตสำนึกสาธารณะ” (Public Consciousness) มิใช่เป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทยแต่อย่างใด หากแต่มีการกล่าวถึงกันอย่างจริงจังมาเป็นเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ตั้งแต่ที่เริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นครั้งแรก การอุบัติขึ้นของคำว่า “จิตสาธารณะ” หรือ “จิตอาสา”ในระยะหลังๆ จึงเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงการเห็นคุณค่าการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมของประชาชน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของคำว่า “จิตสำนึกพลเมือง”

การอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ประชาชนแต่ละคนต้องมีจิตสาธารณะคือ การตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละแบ่งทรัพยากรหรือผลประโยชน์ส่วนตนให้กับสังคม เพื่อให้สังคมนำทรัพยากรหรือผลประโยชน์ดังกล่าวมาใช้ก่อเกิดประโยชน์ให้กับสมาชิกในสังคมตลอดจนตัวผู้ให้เอง ดังนั้น สมาชิกในสังคมจึงต้อง “รับผิดชอบ” ต่อสังคมส่วนรวมร่วมกัน ทั้งแบบเป็นทางการ ตามกฎกติกาของการอยู่ร่วมกัน เช่น การเสียภาษี การทำหน้าที่พลเมือง การยึดมั่นในการอยู่ร่วมกันโดยยึดระเบียบวินัย และแบบไม่เป็นทางการ เช่น การรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเอง ต่อผู้อื่นและสังคม ใช้สิทธิเสรีภาพของตนโดยรับผิดชอบต่อผู้อื่น มีสำนึกของความเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของสังคม ตลอดจนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น การมีจิตสาธารณะ หรือ Public Mind แสดงออกให้เห็นเป็นพฤติกรรมส่วนหนึ่งคือ ประชาชนในสังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ

ผมวิเคราะห์ว่าการมีจิตสาธารณะแท้จริงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลักสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

 

การมีจิตสำนึก “เห็นคุณค่า” ส่วนรวม เริ่มต้นจากการมีความรู้สึกนึกคิดถึงการเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นสาธารณะ เช่น รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อเห็นสาธารณสมบัติถูกทำลาย

การมีจิตสำนึก “รับผิดชอบ” ต่อส่วนรวม ฐานคิดของจิตสาธารณะที่ลึกซึ้งอีกระดับหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน เสียหาย ยินดีช่วยเหลือสังคม ระดับของความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ ประกอบด้วย ความรับผิดชอบต่อครอบครัว เคารพนับถือพ่อแม่ ช่วยเหลืองานบ้าน ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน/ครูอาจารย์ ตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอนที่ดีของครูอาจารย์ ปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัยของโรงเรียน ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของโรงเรียน ความรับผิดชอบต่อองค์กร/ที่ทำงาน ตั้งใจทำงาน ไม่เบียดเบียดเวลา ทรัพย์สินขององค์กร ซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบต่อชุมชน ให้ความร่วมมือการพัฒนา ดูแลรักษาทรัพย์สินชุมชน ช่วยเหลือกันและกันในชุมชน รักษาสภาพแวดล้อมของชุมชน และสุดท้ายความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ด้วยการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี รักษากฎหมาย มีระเบียบวินัย ใช้สิทธิและหน้าที่ดูแล บำรุงรักษาสิ่งของที่เป็นของส่วนรวม

การมีจิตสำนึก “อาสา” เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นและส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ละอัตตา ชีวา สู่ปวงประชา ยินดีอุทิศตัว อุทิศเวลา อุทิศทรัพยากร เพื่อสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม แสดงออกด้วยการอาสาตัวไม่มีใครบังคับ สมัครใจ เสียสละ ร่วมมือร่วมใจในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

การส่งเสริมให้ประชาชนในสังคมมีจิตสาธารณะ (Public Mind) จึงไม่เพียงกระตุ้นให้ประชาชน “เห็นคุณค่า” ส่วนรวมเท่านั้น แต่ต้องนำพาคนให้มาถึงระดับ “รับผิดชอบ” และ “อาสา” เพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันจะส่งผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ลดปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เกิดความยั่งยืนในการดำรงอยู่ร่วมกัน รวมถึงช่วยยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ประชาชนคนไทยมีจิตสาธารณะกันมากน้อยเพียงใด?

เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลสำรวจและจัดอันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลกประจำปี 2011 หรือ “เวิลด์ กีฟวิ่ง อินเด็กซ์ 2011”[1] ผลการสำรวจพบว่า ในปีนี้ประชาชนจำนวนมากอุทิศตนเอง เพื่อช่วยเหลืองานด้านการกุศลมากขึ้น โดยผลสำรวจประจำปี ระบุว่า สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลก ประชากรกว่าร้อยละ 43 ได้อุทิศตัวทำงานการกุศลกับองค์กรต่าง ๆ ร้อยละ 73 ยินดีที่จะช่วยเหลือผู้คนแปลกหน้าที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนประเทศที่ได้รับตำแหน่งให้เป็นชาติใจบุญอันดับที่ 2 คือ ประเทศไอร์แลนด์ ชาวไอร์แลนด์กว่าร้อยละ 75 ได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นประจำทุกเดือน และกว่าร้อยละ 65 ยินดีที่จะช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ได้รับความเดือดร้อน สำหรับประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นชาติใจบุญติดอันดับ 9 ของโลก และอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย รองจากประเทศศรีลังกา ขยับจากอับดับที่ 25 ในปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจาก เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า คนไทยมีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสามัคคีกันในยามทุกข์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ คนไทยต้องเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมไทยจะเป็นชาติใจบุญที่มีการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อการกุศลจำนวนมาก แต่ในภาพรวมแล้วยังประสบปัญหาเชิงพฤติกรรมอันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจิตสาธารณะ (Public Mind) อยู่จำนวนไม่น้อย เช่น การไร้ระเบียบวินัย ไม่ตรงต่อเวลา การไม่ดูแลรักษาความสะอาดในที่สาธารณะ การทำลายทรัพยากรและสมบัติส่วนรวม การแก่งแย่งแข่งขัน แบ่งพรรคแบ่งพวก ทุจริตคอรัปชั่น ลักษณะนิสัยที่เป็นอุปสรรคดังกล่าวเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ปรับปรุง ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมิให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อส่วนรวม

หากพิจารณาคำว่า “จิตสาธารณะ” เกิดมาจาก 2 คำรวมกัน คือ จิต และ สาธารณะ คำว่า “จิต” ให้ความหมายถึง ใจ, ความรู้สึกนึกคิด (mind) หรืออาจหมายถึง จิตสำนึก (consciousness) การตระหนักรู้ ส่วนคำว่า “สาธารณะ” มีความหมายว่า ทั่วไป, เป็นของกลาง, ของส่วนรวม, สำหรับส่วนรวม (public)[1] เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกัน ผมจึงให้ความหมายถึง ความคิดที่ไม่เห็นแก่ตัว มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้อื่นหรือสังคม พยายามฉวยโอกาสที่จะช่วยเหลืออย่างจริงจังและมองโลกในแง่ดีบนพื้นฐานของความเป็นจริง[2]

จากการเฝ้าสังเกตสังคมไทยมาเป็นเวลานานหลายปี ประกอบกับการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำวิจัยสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ทำให้ผมพบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุที่ทำให้คนไทยมี “จิตสาธารณะน้อย” อยู่ 3 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. คิดแยกส่วน ระหว่าง ส่วนตัว กับ ส่วนรวม

สิ่งที่เป็นของส่วนรวม เป็นสมบัติสาธารณะ มักไม่ได้รับการใส่ใจดูแลรักษาเท่ากับของส่วนตัว มีตัวอย่างมากมายที่สะท้อนการขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ 10 อันดับพฤติกรรมยอดแย่ในที่สาธารณะของคนไทยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยปละละเลย[3] โดยสำรวจประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,378 ตัวอย่าง พบว่าพฤติกรรมยอดแย่ในที่สาธารณะของคนไทยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยปละละเลย  อันดับที่ 1 การขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกกันน็อค อันดับที่ 2 การขับรถเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนด อันดับที่ 3 การแล้งน้ำใจต่อเด็ก สตรี คนชรา บนถนนหรือรถประจำทาง อันดับที่ 4 การพ่นสเปรย์บนกำแพง ป้ายบอกทาง อันดับที่ 5 การทำลายทรัพย์สินสาธารณะ อันดับที่ 6 การแซงคิว อันดับที่ 7 การจอดรถซ้อนคัน จอดขวางทางเข้าออก อันดับที่ 8 การทิ้งขยะไม่เป็นที่ มักง่าย อันดับที่ 9 การขี้โกง เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว และอันดับที่ 10 การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ จะเห็นว่าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ สะท้อนภาพความจริงของคนส่วนหนึ่งในสังคมไทยที่ยังขาดจิตสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า มีจำนวนไม่น้อยทีเดียว

  1. ยึดค่านิยมในระบบอุปถัมภ์ รับความช่วยเหลือ มากกว่า ร่วมช่วยเหลือ

สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ผู้ปกครองต้องทำประโยชน์ต่อผู้ใต้การปกครอง ผู้ปกครอง จึงกลายเป็น “ผู้ให้” ประชาชน จึงเป็นเพียง “ผู้รับ” ค่านิยมนี้สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน แม้เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นแบบระบบอุปถัมภ์ นักการเมือง ยื่นผลประโยชน์และการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนพึ่งพิงผลประโยชน์จากนักการเมือง ขาดการปลูกฝัง “สำนึกพลเมือง” โดยเฉพาะในระบบการศึกษา ไม่เคยมี

อุดมการณ์ชาติที่ยึดโยงให้คนแต่ละคนปรารถนาที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ส่งผลให้ปัจจุบันคนในสังคมเรา จึงยังขาดอุดมการณ์ ขาดจิตอาสาเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชน มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่มุ่งหมายเข้ามาอยู่ในระบบต่าง ๆ ในสังคมเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อประโยชน์ของตนเอง เพื่อประโยชน์ของพวกพ้องญาติมิตรในกลุ่มของตน แตกต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีอัตราการคอร์รัปชั่นต่ำมาก เนื่องจากประชาชนในประเทศเหล่านี้มักคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ส่วนตัวรองลงมา ประชาชนมีจิตสำนึกและจิตสาธารณะต่อส่วนรวมสูงมาก เนื่องจากมีการปลูกฝัง อบรม ให้ความสำคัญ ตั้งแต่เด็ก ประชาชนที่เอาเปรียบส่วนรวมต้องได้รับการลงโทษที่หนักและรุนแรง

  1. ทำดีแบบหวังผล เพื่อตัวเอง มากกว่า เพื่อส่วนรวม

กล่าวกันว่า ถ้าจะให้คนบริจาคเงินจำนวนมากต้องมีการ “ล่อใจ” ให้ผู้บริจาครู้ว่าตนเองจะได้รางวัลบางอย่าง เป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการทำบุญ เช่น ทำบุญเพื่อได้ชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ ได้รับการยอมรับในสังคม เพื่อลดภาษี ได้ความอิ่มเอมใจ หรือ ตลอดจนเพื่อได้บุญหรือได้ขึ้นสวรรค์ เป็นต้น ในส่วนขององค์กรธุรกิจ แม้ปัจจุบัน จะมีการทำ CSR แต่ยังทำเป็นเพียงกิจกรรมสาธารณะแบบผิวเผิน เน้นการบริจาคเงินและสิ่งของ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสาธารณะ หรือสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ในการสำรวจของ “ไพร์ซวอเตอร์ เฮ้าส์ คูเปอร์” (Price Water House Cooper) ในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างบริษัทชั้นนำในโลกเทียบเคียงกับบริษัทไทย[1] พบว่า ในบริบทด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 4 ด้าน ประกอบด้วย ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลาด สถานที่ทำงาน ธุรกิจไทยยังมุ่งเน้นเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อชุมชนมากกว่าด้านอื่น ๆ  เช่นเดียวกับการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ทำการสำรวจธุรกิจเอกชนกว่า 200 บริษัท ในหัวข้อ วิสาหกิจเพื่อสังคมและความรับผิดชอบของบริษัทเพื่อสังคม  พบว่า บริษัทเอกชนร้อยละ 97 ตอบคำถามว่า มีการทำกิจกรรม CSR แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ยังคงเน้นการบริจาคเงินและสิ่งของร้อยละ 98.5 สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทยยังคงขาดจิตสำนึกที่แท้จริงของการมีจิตสาธารณะ

สังคมไทยจะมีแนวทางในการสร้างจิตสาธารณะอย่างไร? ผมมีข้อเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ ดังนี้

การปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นพลเมือง ประเทศไทยต้องมีหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่เป็น “พลเมือง”เป็นหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับที่เด็กไทยทุกคนต้องเรียน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนจบมัธยมศึกษา เป็น “พลเมืองเต็มขั้น” มีสำนึกพลเมืองครบถ้วนพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมด้านต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือเข้าสู่ระบบแรงงานจะสามารถทำหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปและประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” หรือ Civic Education เพื่อสอนและฝึกฝนประชาชนให้เป็นพลเมือง โดยเริ่มสอนกันตั้งแต่ในชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาต่อเนื่องไปจนจบชั้นมัธยมศึกษา

สิ่งแรกที่เด็กนักเรียนทุกคนจะต้องเรียนในโรงเรียนอนุบาล เมื่อมีความขัดแย้งหรือมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ก็คือ ห้ามตีกัน เมื่อมีการทะเลาะกัน ครูจะจับแยกกันทันที และจะให้เรียนรู้กติกาพื้นฐานประการแรกของการอยู่ร่วมกันในสังคมตามระบอบประชาธิปไตย คือ ขัดแย้งกันได้แต่ห้ามใช้ความรุนแรง เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษา เด็กนักเรียนจะเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำกับการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยจะถูกฝึกฝนให้รับผิดชอบตนเอง  รับผิดชอบต่อผู้อื่นและรับผิดชอบต่อสังคม ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแต่ต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่น และทำสิ่งใดจะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สังคมจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่การกระทำของคนในสังคม

เด็กในประเทศที่มี “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” จึงมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นตามวัยที่โตขึ้น พร้อม ๆ กับมีความรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากเรื่องความรับผิดชอบแล้ว นักเรียนประถมศึกษายังจะต้องเรียนรู้เรื่อง การประนีประนอม (compromise) และการทำงานร่วมกับคนอื่น (cooperation) ไม่ใช่เรียนรู้แต่การแข่งขัน (competition) เท่านั้น เพราะประชาธิปไตยคือ การอยู่ร่วมกันในสังคมจึงต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะแก้ไขความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะตกลงกัน และเรียนรู้ที่จะทำงานและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

 เครื่องมือหรือวิธีการที่โรงเรียนในอเมริกาและในยุโรปใช้ในการสร้างจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองให้กับเด็กนักเรียน คือ การให้นักเรียนได้ออกไปสัมผัสกับปัญหาต่างๆ ของชุมชนที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียน ให้ตั้งคำถามว่า ได้พบเห็นปัญหาอะไรบ้าง จากนั้นจะใช้กระบวนการกลุ่ม ในการทำให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หาสาเหตุ และเสนอโครงงานของกลุ่มในการลงมือแก้ปัญหา โดยครูจะดูแล แนะนำและให้คำปรึกษาในการทำโครงงานให้เหมาะสมกับระดับอายุและชั้นเรียน วิธีการนี้จะทำให้เด็กนักเรียนได้เริ่มมองออกไปจากตนเองไปสู่คนอื่น ได้สัมผัสความเป็นจริงที่อยู่รอบๆ ตัว เห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและเชื่อมโยงตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยกระบวนการกลุ่มจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่าง เคารพสิทธิและรู้จักที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น

สำหรับการลงมือปฏิบัติจะทำให้เกิดจิตสำนึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และพัฒนาไปสู่การเป็น “พลเมือง” ที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการสร้างประชาชนให้เป็น “พลเมือง” มัธยมศึกษาตอนต้น เรียนเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์การเมือง มัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนเรื่อง รัฐธรรมนูญและการปกครองโดยกฎหมาย ต้องเข้าใจเรื่องหลักการของประชาธิปไตย การปกครองโดยกฎหมายคืออะไร ทำไมต้องมีการแบ่งแยกอำนาจเป็นนิติบัญญัติ  บริหารและตุลาการ การตรวจสอบถ่วงดุลกันในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ประชาชนอยู่ตรงไหน รวมทั้งเข้าใจระบบการเมืองและการเลือกตั้งของประเทศของตนเองตามสมควรเมื่อจบโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ ๑๘ ปี มีสิทธิเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้จึงได้รับการฝึกฝนให้เป็น “พลเมือง” ที่เห็นคนเท่าเทียม ยอมรับความแตกต่าง เคารพสิทธิผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว

นอกจากจะมีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองในโรงเรียนแล้ว   ยังมีการศึกษานอกโรงเรียนหรือการศึกษานอกระบบการศึกษา เพื่อให้มีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองสำหรับผู้ใหญ่ (Adult Civic Education) ด้วย โดยส่งเสริมให้องค์กรเอกชน ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น รวมทั้งพรรคการเมืองมีบทบาทอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ ทั้งยังมีการให้การศึกษาทางการเมือง (Political Education) แก่ประชาชน โดยมีหลักสูตรวิชาเรื่องการเมืองการปกครอง  รัฐธรรมนูญ  สิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ “พลเมือง” ที่สนใจสามารถเลือกเรียนได้อีกด้วย ทุกประเทศที่เริ่มมีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง มีการดำเนินการไปพร้อมกัน  ทั้งกับเด็กในโรงเรียนและกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโรงเรียนมาแล้วด้วย ถ้าประชาชนเป็น “พลเมือง” จะเกิด “สังคมพลเมือง” (Civil Society) ประชาธิปไตยจะเป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง แม้จะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (Representative Democracy) มิใช่การปกครองโดยนักการเมืองหรือพรรคการเมือง “พลเมือง” จะเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือผู้มีอำนาจจะเกิด “พลเมือง” ที่เอาใจใส่ในความเป็นไปและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชน  ปัญหาของสังคม และ ปัญหาของบ้านเมือง ประชาชนจะมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาศีลธรรม ปัญหาจราจร หรือปัญหาอื่นๆ ทั้งหลายก็จะคลี่คลายแก้ไขไปได้แทบทั้งหมด เพราะสังคมจะไม่รอคอยหรือเรียกร้องให้รัฐบาลหรือให้ ส.ส. มาแก้ไขให้แต่อย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะช่วยกันแก้ไขทั้งสังคม ใครอยู่ชุมชนใด  ใครอยู่ภาคส่วนไหนก็จะช่วยกันแก้ไขในส่วนของตนเอง เป็นการปลูกฝังจิตสาธารณะแก่ประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ผู้นำทำหน้าที่กระตุ้นจิตสาธารณะของประชาชน ผู้นำประเทศสำคัญที่สุดในการสร้างพลังเรียกร้องให้คนทั้งประเทศมีจิตสำนึกสาธารณะ ยินดีเสียสละร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เป็นผู้นำที่เอาอกเอาใจ ตามใจประชาชน เพราะหากทำเช่นนี้ย่อมสร้างความ “เห็นแก่ตัว” สะสมให้ประชาชน เราจะเห็นว่า คนไทยขาดความเสียสละทันที หากเป็นเรื่องที่พวกเขาสามารถกดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบได้ โดยไม่สนใจว่า งบประมาณจะมาจากแหล่งใด หนี้สาธารณะจะพอกพูนหรือไม่ เรื่องต่าง ๆ มักจะเรียกร้องจากรัฐ แทนที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา และช่วยรัฐพัฒนา

ดังนั้น หากผู้นำประเทศ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ทำหน้าที่กระตุ้นจิตสำนึกของการมีจิตสาธารณะ และสร้างแรงจูงใจให้คนมีส่วนร่วมทำดีเพื่อสังคม ย่อมเป็นการปลูกฝังจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นในสังคมในวงกว้างขึ้น ยกตัวอย่าง ระหว่างแคมเปญหาเสียงปี 2008 บารัก โอบามา สังเกตว่า โศกนาฏกรรม 11 กันยายน 2001 กระตุกสำนึกรักชาติและความภาคภูมิใจในชาติของตน คนอเมริกันรู้สึกอยากรับใช้ชาติมากกว่าเดิม เขาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ไม่เรียกร้องให้ชาวอเมริกันรับใช้ชาติ[1] เขากล่าวว่า “แทนที่จะเรียกให้ชาวอเมริกันรับใช้ชาติ…เรากลับถูกขอให้ไปชอปปิ้ง แทนที่จะเรียกร้องให้เราเสียสละร่วมกัน รัฐบาลกลับลดภาษีในภาวะสงครามให้กับคนอเมริกันที่รวยที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์” โอบามา เสนอว่า จะส่งเสริมให้ประชาชนรับใช้ชาติ ด้วยการที่รัฐออกเงินอุดหนุนค่าเทอมให้กับนักเรียนที่ทำงานบริการชุมชน 100 ชั่วโมง เขาบอกกับคนหนุ่มสาว ระหว่างที่หาเสียงทั่วประเทศว่า “คุณลงทุนในอเมริกา และอเมริกาก็ลงทุนในตัวคุณ” ข้อเสนอนี้กลายเป็นข้อเสนอที่ได้รับความนิยมสูงสุดนโยบายหนึ่งของโอบามาและในปี 2009 เขาลงนามในกฎหมายขยายโครงการบริการสังคม อเมริคอร์ปส์ และอุดหนุนค่าเทอมมหาวิทยาลัย ให้กับนักเรียนที่ทำงานอาสาสมัครในชุมชนของพวกเขา ตัวอย่างนี้ น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี ที่ประเทศไทยจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” ของเราว่าให้ความสำคัญมากน้อยเพียงใด

องค์กรสาธารณะเป็นแกนนำสร้างอาสาสมัคร  องค์กรที่ทำงานด้านสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ ควรมีบทบาทเป็นแกนนำในการชักชวนคนในสังคม เข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร ในการช่วยทำงาน การให้คนเข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะจะช่วยสร้าง “จิตสำนึกเพื่อสังคม” ที่ดี จากการที่ได้ลงไปปฏิบัติจริง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรที่ทำงานอาสาสมัครเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่าง จากข้อมูลการสำรวจเครือข่ายและอาสาสมัครของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี พ.ศ. 2549 พบว่า มีองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านพัฒนาสังคม ประมาณ 30,000 องค์กร ในจำนวนนี้ทำงานด้านสังคมอย่างต่อเนื่องและอยู่ในกลุ่มที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ส่งเสริม 7,300 องค์กร มีอาสาสมัครที่ทำงานด้านสังคม ประมาณ 9.7 ล้านคน เป็นอาสาสมัครที่ราชการส่งเสริม 2.4 ล้านคน เป็นอาสาสมัครที่เอกชนส่งเสริม 7.2 ล้านคน (รวมลูกเสือชาวบ้าน 6.7 ล้านคน) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มเครือข่ายขนาดเล็กที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ หากองค์กรเหล่านี้ และองค์กรอื่น ๆ ในสังคมพยายามขยายขอบเขตของงาน และหาอาสาสมัครมากขึ้น ย่อมเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างจิตสาธารณะภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้น และหากมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ย่อมสามารถกระจายไปได้ทุกพื้นที่ ทุกประเด็น ครอบคลุมทั่วประเทศได้ในที่สุด

ตัวอย่าง กองทุนเวลาเพื่อสังคม เป็น “ช่องทาง” ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” จับคู่ ระหว่าง ผู้ขอรับความช่วยเหลือ กับ ผู้ให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดที่นำทั้งสองกลุ่มมาพบกัน บางคนไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าที่ใดที่มีความต้องการคนช่วยงานที่ตรงกับเวลาว่าง กองทุนเวลา ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของแต่ละฝ่าย ประสานงานกับโครงการต่าง ๆ ที่มีความต้องการอาสาสมัคร ใครต้องการอาสาสมัครด้านใด สามารถแสดงความจำนงขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนเวลา กองทุนยังช่วยส่งเสริมสมาชิกที่อยากจะริเริ่มโครงการเอง โดยกองทุนเป็นผู้สนับสนุนและประสานงานกับหน่วยงานเครือข่าย กองทุนเวลานับเป็นวิธีการใช้ทุนทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องมือหล่อหลอม “ความมีน้ำใจ” เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนชาติไทย ให้เกิดความโดดเด่น เป็นส่วนหนึ่งที่เป็น “ช่องทาง” ให้คนที่มีจิตสาธารณะอยู่แล้ว แต่ไม่มีพื้นที่แสดงออก ได้มาแสดงออกร่วมกัน และอีกส่วนหนึ่ง ต้องการเป็นแกนนำ ในการชักชวนคนที่เหลือในสังคม ให้มาร่วมกันทำสิ่งดีเพื่อสังคม

การสร้างจิตสาธารณะในสังคมไทยให้เจริญงอกงามต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่องในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมกันผลักดันให้มีผลเกิดขึ้นทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมที่มีจิตสาธารณะอย่างแท้จริง

 

 

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com