กฎแห่งการให้ “ก้าวไกลไปไมล์ที่สอง” (Test)

…เจ้าของปั๊มน้ำมันย่านชานเมืองผู้หนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องตกใจตื่นขึ้นกลางดึกในคืนที่อากาศหนาวเหน็บ เนื่องจากมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาเคาะประตูปั๊มด้วยน้ำเสียงหนาวสั่น เขาเล่าว่ารถที่โดยสารมาพร้อมครอบครัวเกิดน้ำมันหมดกลางทาง ชายคนนี้ต้องเดินลุยหิมะมาเพื่อหาปั๊มน้ำมันโดยทิ้งลูกและภรรยาให้รออยู่ในรถตามลำพัง 

เมื่อเจ้าของปั๊มน้ำมันได้ยินดังนั้นจึงรีบสตาร์ทรถออกเดินทางไปพร้อมชายดังกล่าวและน้ำมันที่จะนำไปเติม  เมื่อไปถึงบริเวณที่รถจอดอยู่เขาได้เห็นภรรยาและลูกของชายผู้นั้นรออยู่ในรถด้วยอาการหนาวสั่น อย่างไม่รอช้าเจ้าของปั๊มน้ำมันได้เชิญชวนให้ชายดังกล่าวพร้อมครอบครัวแวะพักผ่อนค้างคืนที่บ้านของเขาก่อนพร้อมดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายก่อนที่จะเดินทางต่อไป

รุ่งเช้าชายคนดังกล่าวพร้อมครอบครัวจึงกล่าวอำลาเจ้าของปั๊มน้ำมันพร้อมมอบเงินค่าน้ำมันพร้อมกับเงินค่าที่พักและอาหารให้  เจ้าของปั๊มได้กล่าวปฏิเสธที่จะรับเงินนั้นนอกจากเพียงค่าน้ำมันรถที่เติมให้เท่านั้น      

หนึ่งเดือนต่อมาเจ้าของปั๊มได้รับจดหมายตอบกลับจากบริษัทเดินรถโดยสารที่เขากำลังติดต่อธุรกิจด้วย โดยเนื้อหาจดหมายตอบตกลงให้ปั๊มน้ำมันของเขาเป็นจุดพักและเติมน้ำมันของรถทุกคันของบริษัทที่วิ่งผ่านเส้นทางนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณที่เขาได้ให้ที่พักและอาหารในค่ำคืนอันหนาวเหน็บจากชายหนุ่มคนที่เขาเคยช่วยเหลือ  โดยที่เจ้าของปั๊มไม่รู้มาก่อนเลยว่าชายหนุ่มดังกล่าวนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดินรถที่เขากำลังเจรจาติดต่อธุรกิจอยู่ด้วยนั่นเอง…

จากตัวอย่างเหตุการณ์ข้างต้นเราพบว่าเจ้าของปั๊มน้ำมันนั้นไม่ได้ทำงานโดยคิดเพียงว่าทำเป็นหน้าที่เท่านั้น กล่าวคือ

…แม้เลยเวลาทำงานมาแล้ว ปั๊มปิดทำการแล้ว แต่เขายังคงให้บริการลูกค้าต่อไป

…แม้ไม่ใช่หน้าที่ที่เขาจะต้องนำน้ำมันไปส่งถึงรถชายคนดังกล่าว เพราะต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการขับรถไปเอง แต่เขายินดีไป

…แม้ไม่ใช่หน้าที่ที่เขาจะต้องจัดหาอาหาร และที่พักให้กับชายคนดังกล่าวพร้อมครอบครัว แต่เขายังทำด้วยความเต็มใจพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่  

ย้อนกลับมาถามตัวเรา…..หากเราต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ เราจะตอบสนองแบบชายเจ้าของปั๊มผู้นี้หรือไม่ที่พร้อมทำมากไปกว่าเพียงหน้าที่ นั่นคือทำด้วยหัวใจและด้วยความมีน้ำใจ

การตอบสนองของเจ้าของปั๊มน้ำมันดังกล่าวตรงกับกฎทองข้อหนึ่งที่เรียกว่า

กฎแห่งไมล์ที่สอง (Walk the second mile) ซึ่ง Dr. John C. Maxwell  นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันได้กล่าวว่าเป็นหนึ่งในกฎทองอันนำมาซึ่งความสำเร็จโดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสาขาวิชาชีพ

หลักการง่าย ๆ ของกฎแห่งไมล์ที่สองนี้คือการ “ให้มากกว่าที่เขาขอ” หรือ “ทำออกไปเกินกว่าหน้าที่” นั่นเอง  โดยหลักการของกฎดังกล่าวนี้มองผิวเผินอาจดูเหมือนว่าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อาจมีคำถามโต้แย้งว่าทำไมหรือเพราะเหตุใดที่เราต้องยอมเป็นเบี้ยล่างหรือต้องยอมเสียเปรียบด้วย  แต่จากงานวิจัยและจากการพิสูจน์ของคนมากมายทั่วโลกพบว่าหากปฏิบัติตามกฎแห่งไมล์ที่สองนั้นผลที่ได้รับกลับคืนมานั้นนับได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน  เนื่องจากกฎแห่งไมล์ที่สองนั้นเป็น

กฎแห่งการให้และการได้รับ   การฝึกฝนการเป็นผู้ให้ออกไปนั้นในอีกทางหนึ่งเป็นการฝึกฝนใจแห่งการบริการนั่นเอง โดยใจแห่งการบริการนั้นนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานในทุกสาขาวิชาชีพ ทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา พ่อค้า นักการเมือง ฯลฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับเป็นหัวใจสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในการบริการด้านต่าง ๆ ที่เราหยิบยื่นออกไปนั้น ย่อมส่งผลตอบแทนกลับมาเป็นการเรียกหาใช้บริการในครั้งต่อไป หรือช่วยประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ ๆ ให้บริษัท ส่งผลให้ธุรกิจของเราสามารถที่จะเจริญก้าวหน้าขยายเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

กฎแห่งการสร้างมิตร  การให้เกินกว่าที่ขอ ทำเกินกว่าหน้าที่ แม้ดูเหมือนว่าเป็นการเสียเปรียบ แต่แท้จริงแล้วเป็นการแสดงออกของความมี “น้ำใจ” ที่หาได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบันที่ต่างมุ่งแข่งขันชิงความได้เปรียบระหว่างกัน การส่งผ่านน้ำใจออกไปเปรียบเสมือนการรดน้ำสร้างความชุมชื่นตกลงไปในหัวใจคนรอบข้างอันเป็นการสร้างความประทับใจและความเอ็นดู เป็นการลงทุนเพื่อสร้างมิตรมากกว่าการสร้างศัตรูในระยะยาว

 

.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com