จิตสาธารณะเพื่อสร้างสรรค์สังคม

หากทุกสถานที่ในสังคมมีเส้นใยแห่งความรักและความผูกพัน ทำหน้าที่ถักทอและร้อยประสานหัวใจของทุกคนไว้ สังคมนั้นจะไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวให้เผชิญความทุกข์ยากเพียงลำพัง

(เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์ จากหนังสือข้อคิดเพื่อความรัก)

คนเรามีเวลาจำกัด เราหายใจเข้าครั้งหนึ่ง เวลาของชีวิตเราย่อมลดลงไปหนึ่งวินาที เราหายใจออกครั้งหนึ่ง เวลาของชีวิตก็ลดลงไปอีกวินาทีหนึ่ง เวลาของชีวิตลดลงไปเรื่อย ๆ

คำถามที่น่าสนใจ…เราทั้งหลายจะใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าได้อย่างไร?

ผมคิดว่า การอยู่เพื่อปวงประชา เป็นขั้นสูงสุดของการสำแดงคุณค่าความเป็นคนให้ประจักษ์

หากสังคมใดประกอบด้วยคนจำนวนมากที่ต้องการดำรงชีวิตอยู่เพื่อปวงประชา ปรารถนาใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ สังคมนั้นคงจะน่าอยู่มาก และในความเป็นจริงเราทุกคนล้วนมีความสามารถริเริ่มในการเป็น “ผู้ให้” หรือ “ผู้เสียสละ” ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมส่วนต่าง ๆ ให้เข้มแข็งขึ้นได้ทั้งสิ้น โดย

เริ่มจากความคิดที่ว่าทุกคนเกิดมามีคุณค่า  และสมควรได้รับสิ่งดีเช่นเดียวกัน ในความเป็นมนุษย์เรามีคุณค่าเท่าเทียมกัน แต่ในโลกที่ยังมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง บางคนจึงมีโอกาสดีมากกว่าบางคนและบางคนแทบจะไม่มีโอกาสอะไรเลยในชีวิต ถ้าเรามีสิ่งดี ๆ มากกว่าคนอื่น เราจึงควรที่จะแบ่งปันและเสียสละสิ่งที่มีเพื่อคนที่ด้อยโอกาสและยากลำบาก เพื่อให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีสมคุณค่าแห่งความเป็นคนเช่นเดียวกับเรา

เริ่มจากการมองชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าความอยู่รอด ความพยายามในการรักษาชีวิตของเราให้อยู่รอดได้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายเลย ผมจะพูดเสมอว่า “กระเพาะเราแต่ละคนนั้นแสนเล็กทานข้าวได้ไม่กี่มื้อก็จากโลกนี้ไปแล้ว ใช้เงินไม่เท่าไร จะนอนก็ใช้ที่นอนไม่กว้างมากนัก” หากคิดได้เช่นนี้เราจะสามารถเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามีเพื่อผู้อื่นได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่มีความจำกัดใด ๆ ที่จะทำให้เราไม่สามารถเป็นผู้ที่ให้หรือเสียสละบางสิ่งออกไปในการช่วยเหลือผู้อื่นได้

ตามด้วยการบริจาคเวลาเข้าสู่ “กองทุนเวลาเพื่อสังคม” กองทุนเวลาเป็นแนวคิดที่ผมได้นำเสนอไว้เมื่อหลายปีก่อน เริ่มจากการสังเกตเห็นว่า ทุกคนมีเวลาว่างในชีวิตประจำวันอยู่จำนวนหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป จึงคิดว่าถ้าแต่ละคนสามารถแบ่งเอาเวลาส่วนเกินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นี้ไปช่วยเหลือสังคมบ้าง ย่อมเป็น “พลังเวลา” ที่มีคุณค่ามหาศาลในการทำให้สังคมส่วนที่อ่อนแอกลับเข้มแข็งขึ้นมาได้

จากนั้น “กองทุนเวลาเพื่อสังคม” จึงได้ถือกำเนิดขึ้น และได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่าง ๆ โดยสมาชิกที่ได้บริจาคเวลาให้กับกองทุน

ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนเวลาเพื่อสังคม จะจัดสรรช่วงเวลาว่างที่ตนสามารถอุทิศเพื่อทำกิจกรรมของสังคมได้ พร้อมกับระบุถึงประเภทของกิจกรรมที่ตนต้องการมีส่วนช่วยเหลือสังคม ในขณะที่หน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการอาสาสมัครด้านต่าง ๆ สามารถแสดงความจำนงขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนเวลา โดยกองทุนเวลาจะทำหน้าที่จับคู่ระหว่างผู้ขอรับความช่วยเหลือกับผู้ให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

หากวันนี้ ถ้าเพียงคนไทยร้อยละ 10 จากจำนวน 64 ล้านคน บริจาคเวลาว่างของตนเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมงเข้ากองทุนเวลา เราจะได้เวลากว่า 19 ล้านชั่วโมงต่อเดือน ในการทำสิ่งดี ๆ ให้สังคม ย่อมจะส่งผลทำให้ทุก ๆ ส่วนในสังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น ลดภาระของภาครัฐได้ในระยะยาวอันเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมที่ยั่งยืน

กองทุนเวลา นับเป็นวิธีการใช้ทุนทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเครื่องมือหล่อหลอม “ความมีน้ำใจ” เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนชาติไทย ให้เกิดความโดดเด่นจนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลกนี้ได้